|
ประกันอัคคีภัย:การประกันภัยทรัพย์สินต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง
ทุนประกันที่น้อยเกินไป ส่วนใหญ่เกิดจากความประหยัดในเรื่องที่ไม่สมควรของผู้เอาประกัน เปรียบเสมือนผู้เอาประกันยินยอมยอมรับในการรับประกันภัยด้วยตนเองในส่วนที่ขาดหายไป ความเจ็บปวดและเสียใจเกิดขึ้นแน่นอนสักวันหนึ่ง เมื่อเหตุการณ์อันโหดร้ายนั้นเกิดขึ้น ถึงผมอยากช่วย แต่ผมก็ไม่อาจเอาชนะสัญญาในประกันที่ระบุชัดเจน
ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย และปรากฎว่าทรัพย์สินนั้นมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ได้เอาประกันภัยไว้ให้ถือว่า ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับประกันภัยเองในส่วนที่ต่างกันและในการคำนวณค่าสินไหมทดแทนผู้เอาประกันภัยต้องรับภาระส่วนเฉลี่ยความเสียหายไปตามส่วนทุก ๆ รายการ และหากมีมากกว่าหนึ่งรายการให้แยกพิจารณาเป็นแต่ละรายการโดยบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแต่ละรายการตามหลักการต่อไปนี้
ค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจะชดใช้แต่ละรายการ =( (จำนวนเงินเอาประกันภัย / มูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน ณ เวลา) x มูลค่าความเสียหาย) - ความเสียหายส่วนแรก (ถ้ามี)
ตัวอย่างการทำประกันไฟในชีวิตจริง
เจ้าของร้านขายข้าวสารผู้มั่งคั่ง สนใจทำประกันภัย จึงติดต่อ คุณโสธร เข้าไปพบและแนะนำเรื่องประกันภัย คุณโสธร จึลถ่ายทอดซะเจ้าของร้านกระจ่างศาสตร์ และได้สรุป เรื่องทุนประกันทั้งในส่วนของโครงสร้างอาคาร และรั้วประตู รวมถึงงานระบบต่างๆ , ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์, สต๊อกสินค้าและบรรจุภัณฑ์ รวมกันทั้งหมด เป็น จำนวนเงิน 10,000,000 บาท
เจ้าของร้าน ร้องลั่นเมื่อรู้เบี้ยประกันต่อปี เป็นเงิน 30,000 บาท ก่อนภาษีอากร(ตัวเลขสมมติ) คำตอบชัดเจนว่า "เบี้ยประกัน แพงมาก" จึงขอลดทุนประกัน ดังนี้
(1) ทุนประกัน โครงสร้างอาคาร และรั้วประตู รวมถึงงานระบบต่างๆ จาก 2,000,000 บาท ลดเหลือเพียง 1,000,000 บาท
(2) ทุนประกัน ค่าตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ จาก 3,000,000 บาท ลดทุนประกันเหลือเพียง 1,000,000 บาท
(3) ทุนประกัน สต๊อกสินค้าและบรรจุภัณฑ์ จาก 5,000,000 บาท ลดทุนประกันเหลือเพียง 1,000,000 บาท
ผลที่ได้ คือ ทุนประกันภัยรวม ลดลงเหลือเพียง 3,000,000 บาท
เบี้ยประกันภัยลดลงเหลือ เพียง 9,000 บาท ก่อนภาษีอากร
เจ้าของร้านดีใจมาก บอกแค่นี้พอใจแล้ว ทำประกันได้เลย
คุณโสธร บอกผมไม่ขาย
(คอมมิชชั่น เบี้ย 30,000 บาท คุณโสธร ได้เงินเพียง 3,000 บาท หลังหักค่าโสหุ้ยต่าง)
(เบี้ยประกัน 9,000 บาท ค่าคอมมิชชั่นหักค่าโสหุ้ยต่างๆเหลือเพียง 900 บาท)
เจ้าของร้านโกรธมาก หาว่า หยิ่ง และ จริงๆก็แค่อยากได้เงินใช่มั้ย
คุณโสธร อธิบายดังนี้ ว่า
(1) คนที่เสียหาย ไม่ใช่ คนขายประกัน เพราะ คอมมิชชั่นถ้าได้แล้ว ลูกค้าไม่ค่อยเปลี่ยนประกันเจ้าใหม่แน่นอน
(2) คนที่เสียหายมหาศาล หลายล้าน คือ เถ้าแก่ เอง
มูลค่าความเสียหาย ที่เกิดขึ้น จะโดน บริษัทประกันภัย เล่นงานกลับได้เมื่อภัยที่คุ้มครองของตามกรมธรรม์สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของเถ้าแก่ พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือ ถ้าไฟไหม้ที่ร้านของเถ้าแก่ ทรัพย์สินที่เสียหายดังนี้
อาคารเสียหายมูลค่า 100,000 บาท : ประกันจ่ายเคลม เพียง (1,000,000/2,000,000)x100,000 = 50,000 บาท
เฟอร์นิเจอร์โดนไฟไหม้ เสียหาย 300,000 บาท : ประกันจ่ายเคลม เพียง (1,000,000/3,000,000)x300,000 = 100,000 บาท
สต๊อกสินค้า ข้าวสาร โดนไฟไหม้ เสียหาย 500,000 บาท : ประกันจ่ายเคลม เพียง (1,000,000/5,000,000)x500,000 = 100,000 บาท
*ถ้่าเถ้าแก่ ยอมรับตัวเลขแบบนี้ได้ คุณโสธร บอกว่า เรื่องประกันแทนที่จะให้เป็นหน้าที่ของบริาัทประกันภัยรับความเสี่ยง เถ้าแก่กลับไปช่วยบริษีัทประกันรับความเสี่ยง คิดว่าถูกต้องแล้ว ก็เซ็นสัญญา และจ่ายเบี้ยประกันละกัน ถือว่า เข้าใจกันทุกฝ่ายตรงกัน
(3) ระวัง เรื่องเงินเฟ้อและมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ด้วยละกันนะครับ ปริศนาที่ต้องรอดูตอนต่อไป...
|